คลิปวีดิโอ เทสต์ไดร์ฟ สัมภาษณ์ ข่าวสังคม เปิดตัวรถใหม่

icontexto inside facebookicontexto inside twittericontexto inside youtubemobile phone:087 515 7524

I Test Drive

TASTE DRIVE ProductRange 728x90

TBZ Banner 690x129

บันทึก

5436 01

20170516 152219

 

กว่า 700 กิโลเมตรบนเส้นทางกรุงเทพฯ มุ่งหน้าจังหวัดพังงา ฝูงบิน “ปลั๊กอินไฮบริด” ครบทั้งพอร์ทโฟลิโอ ที่คอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับจำนวนมากถึง 12 รุ่น โดยมีไฮไลท์เด็ด คือ The E 350 e ยนตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตามด้วย The C 350 e, The S 500 e และ The GLE 500 e ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” พร้อมทยานฝ่าสายฝนล่องลงสู่เมืองด้ามขวานไทย

นับเป็นครั้งแรกกับการทดลองขับแบบ “รักษ์โลก” ด้วยฝูงยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า โดย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดกิจกรรมการทดสอบสมรรถนะ The E 350 e ขึ้น ภายหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมประกาศยกเลิกการจำหน่าย E-Class รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลอย่างสิ้นเชิง โดยมี The E 350 e Plug-in HYBRID ยานยนต์เสียบปลั๊กชาร์จพลังงานไฟฟ้าเข้ามาแทนที่ พร้อมยกขบวนยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดหลากรุ่นหลายสไตล์มาให้สื่อมวลชนได้ทำความรู้จักกันอย่างครบครัน


DAY 1 : The E 350 e Plug-in HYBRID go to Hau Hin

การเดินทางในวันแรก ทีมงาน iSpeedEgazine.com และคู่หูประจำทริปนี้จากรายการ Motor Time Thailand ททบ.5 จับฉลากเลือกรถได้ซีดานหรูรักษ์โลก The E 350 e AMG Dynamic รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับการเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ และนับเป็นไฮไลท์ของการเดินทางทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ เพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์สปา หัวหิน
โดย The E 350 e มาพร้อมกับจุดขายสำคัญ นั่นคือ การประหยัดพลังงานด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมด้วยการปล่อย CO2 เพียง 49-57 กรัม/กิโลเมตร รวมถึงขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร

ซึ่งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และให้กำลังรวมกัน 210 กิโลวัตต์ (286 แรงม้า) และมีแรงบิดสูงถึง 550 นิวตันเมตร การผสมผสานเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้านี้จะช่วยให้ The E 350 e เป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะการขับขี่ดีเทียบเท่ารถสปอร์ต แต่ให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่ารถยนต์คอมแพค หรือพูดกันง่าย ๆ ว่า “ขับสนุก ลุคหรู อู้หู..สบายกระเป๋า”

The E 350 e มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า (มากกว่าตัว C Class) แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ 440 นิวตันเมตร ซึ่งหากถามว่าสามารถเอาแรงม้าจากเครื่องยนต์ และ จากมอเตอร์ไฟฟ้ามาบวกกันโดยตรงได้หรือไม่ ..ต้องตอบกันตรง ๆ ว่า “ไม่ได้” เพราะตัวเลข System Out Put จะเพี้ยน สำหรับตัวเลขแรงม้าสุทธิของ The E 350 e นั้นจะอยู่ที่ 286 แรงม้า โดยขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) ซึ่งก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นเดียวกัน ที่รถแบบปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเกียร์ออโต้ 9 สปีดมาใช้ โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ส่วนระบบช่วงล่างเป็นแบบถุงลม Airmatic ซึ่งสามารถปรับระดับได้ง่าย ๆ ตาม Dynamic Select ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกทั้งหมด 5 โหมด ได้แก่ Sport+, Sport, Comfort, Individual และ Vehicle rising (โหมดเพื่อการขับขี่ทางลาดชัน โดยโหมดนี้จะสั่งให้ยกตัวรถสูงขึ้นอีก 25 mm. ทำให้ใต้ท้องรถของเราปลอดภัยจากอุปสรรคสิ่งกีดขวาง ท้องรถไม่ขูด)

จากจุดเริ่มต้นโรงแรมโหมดสาทร ถึงร้านข้าวแกงต้นตำรับแม่ล้วน (เขาย้อย) ระยะทางราว 135 กม. ระหว่างทางได้ลองเล่นระบบมัลติมีเดีย จำพวกระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® ลำพังโสตสัมผัสส่วนตัวแล้วมองว่าพลังเสียงของชุดเครื่องเสียงที่ติดตั้งมาใน The E 350 e AMG Dynamic นั้นระดับเทพอยู่แล้ว ครั้นจะไปปรับเล่น ลด เพิ่มความทุ้มแหลม เกรงว่าจะกระทบกระเทือนโสตสัมผัสสื่อท่านอื่น จึงลองหันไปเล่นโหมดปรับสีห้องโดยสารที่ระบุไว้ว่าสามารถปรับได้มากถึง 64 เฉดสีดู แต่ ณ ห้วงเวลาที่ทดลองขับอยู่ก็ราว ๆ บ่ายแก่ ๆ อันจะเห็นโทนสีงดงามระรานตานั้นคงจะไม่ชัดเจนอีก

ถ้าเช่นนั้นเราไปโฟกัสกันที่โหมดการขับขี่คงจะดีที่สุด โดยระหว่างทางเราใช้ความเร็วในการขับขี่เฉลี่ยที่ระดับ 100 กม./ชม. ช่วงถนนพระรามที่ 2 รถบรรทุกและผู้ใช้เส้นทางร่วมค่อนข้างหนาแน่น บางจังหวะก็แทบคลาน ด้านระบบความปลอดภัยของ The E 350 e AMG Dynamic มีการส่งสัญญาณเตือนเป็นระยะว่าขับจี้รถคันหน้ามากเกินไป ด้วยการโชว์สัญลักษณ์สามเหลี่ยมแดง นอกจากนั้นระบบ Blind Spot Assist ก็ยังทำงานตลอดช่วยเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการเดินทางได้เป็นอย่างดี

มาที่จุดเด่นของเกียร์ 9G-TRONIC PLUS ในระหว่างขับที่ความเร็ว 100-110 กม./ชม. เราสามารถวิ่งด้วยระบบครูสคอนโทรล(ปกติความเร็วระดับนี้เกียร์จะล็อกอยู่ที่ราว ๆ เกียร์ 7 ) แต่ถ้าลองกดแพดเดิ้ลชิฟที่พวงมาลัยเพิ่มสัก 2 สเตปไปที่เกียร์ 9 ให้สังเกตดูที่รอบเครื่องยนต์ รอบจะต่ำมากประมาณ 1200-1300 รอบต่อนาทีโดยประมาณ แน่นอนว่ารถวิ่งที่ความเร็ว 100-110 กม./ชม. ใช้รอบเพียง 1200 รตน. สิ่งที่ได้กลับมา คือช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันได้มากยิ่งขึ้น และนี่คือทริคเล็ก ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง..ไม่เชื่อ!!! ลองจำไปทำดู

ส่วนเรื่องอัตราเร่งแซงนั้น ตามสเตปเทคโนโลยีเครื่องยนต์ผสานกับการทำงานของระบบส่งกำลัง ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ด้วยตนเอง ตลอดทางเราใช้โหมด Comfort ขับกันสบายๆ ส่วนระบบปลั๊กอิน ไฮบริดก็สามารถเลือกโหมดการทำงานได้ 4 แบบ แต่ระหว่างทางลองเลือกเป็นแบบ Hybrid โดยรถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด แต่ถ้าคุณปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมด Sport (S) รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียวๆ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน นั่นเท่ากับว่าคุณยอมจ่ายค่าน้ำมันที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับเสียงครางหวาน ๆ ของเครื่องยนต์ พร้อมความสนุกสนานสไตล์สปอร์ตตลอดการขับขี่นั่นเอง

และเมื่อเดินทางถึง โรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์สปาหัวหิน เราก็ได้ฤกษ์ลองใช้ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ที่มีความสามารถค้นหาช่องจอดได้มากกว่า 1 ช่อง โดยระบุไปที่คอนโทรลเลอร์ ที่สำคัญระบบนี้คือไม่ต้องเหยียบเบรก ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ให้วุ่นวาย เพียงแค่ดูเซ็นเซอร์ และยกเท้ารอที่แป้นเบรกเป็นพอ ตัวรถจัดการให้เสร็จสรรพ นอกจากนั้นถ้าไม่แน่ใจ ไม่กล้าออกจากช่องจอด ระบบนี้เค้าก็ช่วยพาคุณออกจากช่องจอดได้เช่นกัน...แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เล่นระบบดังกล่าวเพราะเปลี่ยนมือคนขับตั้งแต่ร้านข้าวแกงแล้วจ้า 555

ในช่วงค่ำสื่อมวลชนกลุ่ม A ได้รับเกียรติจากคุณดอม-อัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร และคณะผู้บริหารจาก บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์รถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดทั้ง 4 รุ่น พร้อมบรรยายเส้นทางการทดสอบ และกิจกรรมการขับประหยัดน้ำมันในวันถัดไป

• The E 350 e Avantgarde ราคา 3,490,000 บาท
• The E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท
• The E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,090,000 บาท

untitled 10

untitled 224

E 350 e AMG Dynamic Grey 11

DSC 3046 resize

20170516 152552

20170516 153149

: ภายในห้องโดยสารสุดไฮเทคของ The E 350 e 

MBTh The E 350 e Press Test Drive Ambience 36 01

 

DAY 2 : พิสูจน์ความนุ่มนวล ทดลองเทคโนโลยีประหยัดน้ำมัน

The S 500 e AMG Premium ระยะทางรวม 583 กิโลเมตร


เริ่มต้นวันที่ 2 ของการเดินทาง จับฉลากเลือกรถตามระเบียบ คราวนี้คู่เราได้พี่ใหญ่ The S 500 e Exclusive อรรคยานยนต์ระดับหรูที่ชาตินี้ทีมงาน iSpeedEgazine.com เพิ่งเคยได้สัมผัส ..
The S 500 e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน แบบวี 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 6 สูบ ความจุ กระบอกสูบ 2,996 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 333 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-4,000 ต่อนาที และกำลังแรงม้าสูงสุด ของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 116 แรงม้า โดยมีแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้า 340 นิวตันเมตร ทั้งนี้ กำลังสูงสุดที่สามารถทำได้จากการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่ 442 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบ ส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยพร้อมด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลัง ซึ่งมีระบบหล่อเย็นจากน้ำ และฝาป้องกันการกระแทกที่ผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับความปลอดภัยสูงสุด โดยแบตเตอรี่นี้สามารถชาร์ตไฟให้เต็มได้ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 33 กิโลเมตร

โดย The S 500 e ยังสามารถเลือกโหมดการทำงานของระบบ Plug-In HYBRID ได้ถึง 4 รูปแบบ คือ

• HYBRID: การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่าที่จำเป็น หากกระแสไฟในแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 20 % ระบบจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเท่านั้น และถ้าผู้ขับขี่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S) รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวมอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน

• E-MODE: สามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ (ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว)ได้จนถึงความเร็ว 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระยะทางสูงสุด 33 กิโลเมตรโดยไม่มีการคายไอเสีย (ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของแบตเตอรี่และความเร็วที่ใช้) โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่การทำงานของระบบนี้ สามารถครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี ผู้ขับขี่จะต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใด เครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที

• E-SAVE: ในขณะที่เริ่มต้นใช้ E-SAVE ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ high-volt ในขณะนั้นจะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้นระบบจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ในการขับเคลื่อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการวางแผน การเดินทางล่วงหน้าว่ากำลังจะต้องเดินทางเข้าเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่ high-volt จนเต็มแล้ว ควรเลือก E-SAVE ในการเริ่มต้นเดินทาง ก่อนที่จะเข้าเมือง เมื่อขับถึงในเมืองก็จะมีปริมาณกระแสไฟสูงสุดที่จะใช้ E-MODE สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างเต็มที่

• CHARGE: การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว โดยแบตเตอรี่ high-volt จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเลยเพื่อให้เกิดการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ high-volt อย่างต่อเนื่อง แรงหมุนของเครื่องยนต์จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสะสมไว้ในแบตเตอรี่และจะมีการแปลงพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบ E-SAVE โดยอัตโนมัติ

การทดลองขับ The S 500 e Exclusive เริ่มต้นจากโรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหินตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีบริการน้ำมันสยามพลัส ปิโตรเลียม กม.190+700 จ.สุราษฏร์ธานี ระยะทางช่วงแรกขับยาวๆ ไป 466 กม. ระหว่างทางมีแวะพักทานอาหารกลางวันที่สวนลุงดำ ที่สำคัญช่วงนี้ฝนตกหนักสลับเบาตลอดเส้นทางตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ถึงสุราษฏร์ธานี สิ่งที่ได้สัมผัสจาก The S 500 e Exclusive ในช่วงแรก คือ กะระยะหน้ารถยากมาก เพราะไม่คุ้นชินกับขนาดที่ใหญ่โตอลังการ เรียกได้ว่า..คนซื้อไม่ได้ขับ คนขับไม่ได้เป็นคนซื้อ ช่วงแรกทีมงาน iSpeedEgazine.com จึงขันอาสาเป็นเนวิเกตี้ 300 กม.แรก

จากนั้นในช่วงที่สองของวันมีกิจกรรมการแข่งขันขับประหยัดน้ำมันแบบโหดมันฮามาให้เล่นแก้ง่วงในยามบ่ายซึ่งฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยกติกาการแข่งขัน คือ จับฉลากเลือกรถใหม่กันอีกครั้งหลังรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านสวนลุงดำ และแข่งขันกันเฉพาะแต่ละรุ่น บนระยะทางที่กำหนดไว้ราว 100 กม. ช่วง Southern Seaboard และต้องถึงที่หมายภายในเวลาที่กำหนด 1 ชม.เท่านั้น ..แน่นอนว่าคู่เราจับฉลากเลือกรถเป็นคันสุดท้ายเหมือนเคย ได้ The S 500 e Exclusive คันเดิม 555

ทีมงาน iSpeedEgazine.com รับหน้าที่เป็นพลขับในช่วงนี้ พร้อมให้คณะกรรมการตั้งโหมดการขับขี่เป็น E-MODE ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าวิ่งล้วน ๆ เบื้องต้นคู่เราใช้เทคนิคคำนวณระยะทางกับเวลาที่กำหนดไว้ก่อน ผลออกมาคือเราต้องใช้ความเร็วตลอดการเดินทางไม่ต่ำกว่า 120 กม./ชม. จึงจะเข้าวินได้ตรงตามเวลาที่กำหนด 1 ชม.

จากนั้นเทคนิคของเราคือใช้ความเร็วระดับ 120 กม./ชม. เปิดแอร์เย็นฉ่ำ วิ่งไปยังจุดหมายแบบยาวๆ เท้านิ่ง ๆ ความเร็วรอบนิ่ง ๆ ภาพมอเตอร์ไฟฟ้าที่ปรากฏบนหน้าจอกำลังทำงานจาก 100% และค่อย ๆ ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรกแลกมาด้วยระยะทางรวม 60 กม. ใช้มอเตอน์ไฟฟ้าทำงานแบบเพียว ๆ ทำระยะได้ 35 กม. ขณะนั้นมอเตอร์ไฟฟ้าเริ่มเหลือพลังงานน้อยลงอยู่ที่ 20% เทคนิคที่ใช้ต่อมาคือการเล่นกับแรงโน้มถ่วง ด้วยการเพิ่มความเร็วมากยิ่งขึ้นที่ 140 กม./ชม.ในบางช่วงเพื่อเทคตัวรถส่งขึ้นเนินสูง จากนั้นถอนคันเร่งเข้าเกียร์ N ปล่อยตัวรถไหลลงเนินเพื่อเรียกระยะให้มอเตอร์ไฟฟ้า พอใกล้สุดทางลงเนินให้เติมคันเร่งเพื่อทำความเร็วเทคตัวขึ้นสูงเนินอีกครั้ง เมื่อถึงยอดเนินก็ปล่อยตัวแบบเดิม วิธีนี้สามารถเรียกระยะทางที่วิ่งได้จากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงได้มากถึง 40 กม. ตัวเครื่องยนต์วิ่งเรียบ เงียบเชียบ ไม่คายไอเสียเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสุด ๆ

และเมื่อรถทุกคันเดินทางถึงจุดลงเวลา และจุดหมายปลายทาง โรงแรม ดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท ระยะทางรวมตลอดการเดินทางใน Day 2 คือ 583 กม. ผลปรากฏว่ารถหมายเลข 6 The S 500 e Exclusive ที่ขับโดยทีมงาน iSpeedEgazine.com สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในรุ่นได้สำเร็จ ด้วยตัวเลขระยะทางแข่งขันประหยัดน้ำมันรวม 99 กม.ใช้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 8.2 L/100km. ในโหมด E-Mode ทำระยะทางได้ 40 กม. (มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานเพียวๆ บนระยะทางมากที่สุดในทริปนี้)

• The S 500 e Executive ราคา 5,990,000 บาท
• The S 500 e Exclusive ราคา 6,390,000 บาท
• The S 500 e AMG Premium ราคา 6,990,000 บาท

ส่วนยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดอีก 2 รุ่น ต้องยอมรับกันตามตรงว่า..ไม่ได้ขับ เพราะเวลาจับฉลากทีมงาน iSpeedEgazine.com และคู่หูได้จับฉลากเลือกกุญแจเป็นคนสุดท้ายทุกรอบ ไม่เคยได้มีโอกาสเลือกรถ และสุดท้ายก็ได้ The S 500 e Exclusive กลับมาทุกครั้งไป

 

MBTh The E 350 e Press Test Drive Ambience 24

S 500 e Exclusive Black 2

20170517 155413

DSC 3528 resize

 MG 1822

54326

20170517 105603

: ภายในห้องโดยสาร The S 500 e Exclusive

20170517 122335

: ระบบแสดงผลการทำงานระหว่างชาร์จไฟเข้ามอเตอร์ไฟฟ้า

1495029825296
: รับรางวัลในรุ่น S-Class พร้อมกับคู่หูคูฮาประจำรถด้วยความภาคภูมิใจ


DAY 3 : มุ่งหน้า "โรงเรียนเยาววิทย์" จ.พังงา มอบเงินสนับสนุนทางการศึกษา


นอกจากสื่อมวลชนจะมีโอกาสได้ทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดทั้ง 4 รุ่น รวม 12 รุ่นย่อย อาทิ The E 350 e ที่ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อย ได้แก่ E 350 e AMG Dynamic, E 350 e Exclusive และ E 350 e Avantgarde, The C 350 e จำนวน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Exclusive, C 350 e Avantgarde และ C 350 e Estate AMG Dynamic, The S 500 e จำนวน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ S 500 e Executive, S 500 e Exclusive และ S 500 e AMG Premium และ The GLE 500 e จำนวน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic และ GLE 500 e 4MATIC Exclusive

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด และคณะผู้บริหาร ยังได้จัดอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะตอกย้ำถึงคุณค่าของแบรนด์ในด้าน “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) นั่นคือ การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยการให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ แก่ “โรงเรียนเยาววิทย์” ในจังหวัดพังงา

โดยครั้งนี้บริษัทฯ ได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชนส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ซึ่งประกอบด้วย สมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุด ให้แก่เด็กนักเรียน ณ โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา โดยชุดเครื่องเขียนที่นำมา แจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ “เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้บริษัทฯวางแผนที่จะนำอุปกรณ์เครื่องเขียนเหล่านี้ไปบริจาคให้กับเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ตามเขตพื้นที่ต่างๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้าไปจัดกิจกรรม ‘สตาร์ เฟส โรดโชว์ (Star Fest Roadshow)’ อีกด้วย

จนถึงปัจจุบันนับเป็นระยะเวลากว่า 11 ปีแล้ว นับตั้งแต่โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้น ในปีพ.ศ. 2549 เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิทั้งในเรื่องของเงินทุนสนับสนุนด้านการศึกษา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ การลงพื้นที่เพื่อร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียน ตลอดจนการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาสเพื่อให้พวกเขาได้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพการงานที่ดีในอนาคต ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในด้านความมุ่งมั่นและการเล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวมได้เป็นอย่างดี

*** ขอขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง ***

54311

: ฟ้ายังไม่สาง ฝูงบินพร้อมเดินทางไป โรงเรียนเยาววิทย์ อ.กะปง จ.พังงา

54383

20170518 063847

543166

E 350 e AMG Dynamic Grey 3

543126

543112

54319210

MBTh The E 350 e Press Test Drive Management Team 11 01

5431928366 01

5431928371

MBTh The E 350 e Press Test Drive Yaowawit School 1

E 350 e AMG Dynamic Grey 1

20170517 104039